RTI Thai

1028 โพสต์0 ความคิดเห็น

ผ่อนปรนจำนวนผู้โดยสารเดินทางเข้าไต้หวันเป็น 2 แสนคนต่อสัปดาห์ เริ่ม 1 ธ.ค. 65 เป็นต้นไป

ผ่อนปรนจำนวนผู้โดยสารเดินทางเข้าไต้หวันเป็น 2 แสนคนต่อสัปดาห์ เริ่ม 1 ธ.ค. 65 เป็นต้นไป

     นายกรัฐมนตรีซูเจิ้นชาง (蘇貞昌) ได้กล่าวในที่ประชุมสภาบริหารไต้หวัน เมื่อวันที่ 21 พ.ย. ที่ผ่านมาว่า ตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม พ.ศ.2565 เป็นต้นไป จะปรับขยายจำนวนโควต้าผู้โดยสารที่เดินเข้าไต้หวันเพิ่มเป็น 200,000 คนครั้งต่อสัปดาห์ เพื่อให้ประชาชนสามารถวางแผนการเดินทางเข้าออกประเทศในช่วงสิ้นปีนี้ได้สะดวกสบายยิ่งขึ้น และยังขอให้ศูนย์บัญชาการควบคุมโรคไต้หวันรักษาศักยภาพการป้องกันการแพร่ระบาดในประเทศและกำลังของบุคลากรทางการแพทย์ให้มีเสถียรภาพเช่นนี้ต่อไป

     ศูนย์บัญชาการควบคุมโรคไต้หวันเผยว่า สถานการณ์โควิด-19 ในประเทศทุเลาลงอย่างตอเนื่อง จำนวนผู้ป่วยยืนยันเพิ่มใหม่ลดลงตามลำดับ จำนวนผู้ป่วยอาการปานกลางถึงอาการหนักก็มีแนวโน้มลดลง โดย 99.55%เป็นผู้ป่วยอาการเบากับไม่แสดงอาการ ซึ่งสิ่งที่ยังคงต้องเฝ้าระวังอย่างกใ้ลชิดหลังจากมีการเปิดประเทศและเพิ่มจำนวนโควต้าผู้โดยสารเดินทางเข้าประเทศคือ การตรวจหาไวรัสกลายพันธุ์และแนวโน้มการแพร่ระบาดในประเทศต่างๆ

     ทั้งนี้ตั้งแต่วันที่ 13 ตุลาคม ที่ไต้หวันเพิ่มโควต้าผู้โดยสารเดินทางเข้าประเทศเป็น 150,000 คนครั้งต่อสัปดาห์ และยกเลิกมาตรการกักตัวในที่พักอาศัยสำหรับผู้ที่เดินทางเข้าประเทศ เปลี่ยนเป็นการเฝ้าสังเกตอาการด้วยตนเอง 7 วันนั้น จากข้อมูลล่าสุดจนถึงวันที่ 20 พ.ย. ที่ผ่านมา พบว่า มีจำนวนผู้โดยสารเดินทางเข้าออกไต้หวันเฉลี่ยเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน โดยสัปดาห์นี้มีจำนวนผู้โดยสารเดินทางเข้าไต้หวัน 103,718 คนครั้ง เพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ก่อน 9% และน้อยกว่าจำนวนที่กำหนดโควต้าไว้เพียง 46,200 คนครั้งเท่านั้น ส่วนจำนวนผู้โดยสารที่เดินทางออกนอกประเทศมีจำนวน 83,511 คนครั้ง เพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ก่อน 6%



แหล่งข่าว:RTI
รายงานโดย:มนภรณ์ ไชยวุฒิ

ยกเลิกการสวมหน้ากากอนามัยเมื่อไหร่? ศบค.ชี้ อาจประกาศสัปดาห์หน้า

ยกเลิกการสวมหน้ากากอนามัยเมื่อไหร่? ศบค.ชี้ อาจประกาศสัปดาห์หน้า

     ตัวเลขผู้ป่วยโรคโควิด-19 ในไต้หวัน ลดลงติดต่อเป็นเวลา 6 สัปดาห์แล้ว ก่อนหน้านี้ หวังปี้เซิ้ง (王必勝) ผู้บัญชาการ ศูนย์บัญชาการควบคุมโรคไต้หวัน เผยว่า มีแนวโน้มยกเลิกการสวมหน้ากากอนามัยเฟสแรกเร็วที่สุด ช่วงสิ้นเดือนพฤศจิกายนนี้ หลายฝ่ายจึงตั้งข้อสังเกตว่า จะยกเลิกการสวมหน้ากากอนามัยตรงกับช่วงเลือกตั้งท้องถิ่นหรือไม่ เมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน หวังปี้เซิ้ง เผยว่า ตอนนี้กำลังประเมินแนวโน้มของโรคติดเชื้อระบบทางเดินหายใจ คาดการณ์ว่าจะประกาศอย่างเป็นทางการสัปดาห์หน้า

     การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ในไต้หวันชลอตัวลง ศูนย์บัญชาการควบคุมโรควางทิศทางสำหรับมาตรการยกเลิกการสวมหน้ากากอนามัย ในระยะแรก กรณีอยู่ในสถานที่กลางแจ้งและมีระยะห่างทางสังคม อนุญาตให้ยกเลิกการสวมหน้ากากอนามัย  แต่หากอยู่ในตึกอาคาร แนะนำให้สวมหน้ากากอนามัย คาดการณ์ว่าจะประกาศใช้อย่างเป็นทางการสิ้นเดือนพฤศจิกายนนี้

     อย่างไรก็ดี นอกจากสถานการณ์โรคโควิด-19 แล้ว องค์การสหประชาชาติก็ได้ออกมาประกาศเตือน การระบาดของโรคอีโบลาในยูกันดา ประเทศในทวีปแอฟริกา ทางด้านนายโจวจื้อฮ่าว (周志浩) อธิบดีกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุขและสวัสดิการไต้หวัน กล่าวว่า ยูกันดาตรวจพบการระบาดของโรคอีโบลาตั้งแต่เดือนกันยายน โรคอีโบลาเป็นโรคติดต่อผ่านการสัมผัสกับเลือด สิ่งคัดหลั่ง และของเหลวจากร่างกาย ไม่ได้แพร่เชื้อผ่านทางอากาศ จะเกิดอาการเป็นไข้ ปวดกล้ามเนื้อ ซึ่งสนามบินไต้หวันมีด่านตรวจโรค เชื่อว่าจะสามารถตรวจคัดกรองโรคได้ที่สนามบินอย่างแน่นอน

 
 


แหล่งข่าว:RTI
รายงานโดย:เจนนรี ตันตารา

ศบค.ไต้หวันคาด ภายในเดือนพฤศจิกายนนี้จะผ่อนปรนการสวมใส่หน้ากากอนามัยในสถานที่โล่งแจ้ง

ศบค.ไต้หวันคาด ภายในเดือนพฤศจิกายนนี้จะผ่อนปรนการสวมใส่หน้ากากอนามัยในสถานที่โล่งแจ้ง

     หวังปี้เซิ่ง (王必勝) ผู้บัญชาการศูนย์บัญชาการควบคุมโรคไต้หวันกล่าวว่า ตอนนี้ได้ขยายโควต้าการแจกชุดตรวจ ATK ฟรีให้กับเด็กอายุต่ำกว่า 12 ปีและครอบครัวที่มีรายได้ปานกลางถึงรายได้น้อย ซึ่งการขยายโควต้าส่วนนี้จะะทำให้มีผู้ได้รับผลประโยชน์อีก 600,000 คน นอกจากนี้ยังได้กล่าวถึงการผ่อนปรนกฎระเบียบการสวมใส่หน้ากากอนามัยที่หลายฝ่ายให้ความสนใจว่า ขณะที่สถานการณ์แพร่ระบาดโควิด-19 ในประเทศได้ชะลอตัวลงอย่างต่อเนื่อง ดังนั้นกฎระเบียบการสวมใส่หน้ากากอนามัยจึงเตรียมดำเนินการผ่อนปรนอย่างเป็นขั้นตอน โดยตอนนี้อยู่ระหว่างการหารือถึงแผนการระยะแรกเกี่ยวกับสถานที่โล่งแจ้งไม่จำเป็นต้องบังคับให้สวมใส่หน้ากากอนามัย ซึ่งอ้างอิงตามคำแนะนำขององค์การอนามัยโลก คาดเร็วที่สุดเดือนพฤศจิกายนนี้จะสามารถดำเนินการได้ 

     หวังปี้เซิ่งกล่าวอีกว่า หลังจากเริ่มดำเนินการผ่อนปรนกฎระเบียบการสวมใส่หน้ากากอนามัยในระยะที่ 1 แล้ว ก็จะทำการหารือถึงแผนการผ่อนปรนกฎระเบียบการสวมใส่หน้ากากอนามัยในระยะที่ 2 ซึ่งเบื้องต้นน่าจะเป็นการระบุให้ชัดเจนว่าสถานพยาบาล การใช้บริการขนส่งสาธารณะ และสถานที่ปิดแบบใดบ้างควรต้องสวมใส่หน้ากากอนามัย ส่วนสถานที่อื่นๆ ซึ่งไม่ได้ระบุไว้ก็จะไม่มีการบังคับให้สวมใส่หน้ากากอนามัย โดยการทยอยผ่อนปรนกฎระเบียบการสวมใส่หน้ากากอนามัย ก็เพื่อให้ประชาชนได้รู้สึกค่อยๆ ปรับตัว ขณะเดียวกันก็หวังลดกระทบจากการแพร่ระบาดหลังใช้มาตรการผ่อนปรนด้วย



แหล่งข่าว:RTI
รายงานโดย:มนภรณ์ ไชยวุฒิ

ไต้หวันเปลี่ยนใช้มาตรการกักตัว 7+n สำหรับผู้ติดเชื้อ และยกเลิกการกักตัวในผู้สัมผัสใกล้ชิด เริ่ม 7 พ.ย.นี้

ไต้หวันเปลี่ยนใช้มาตรการกักตัว 7+n สำหรับผู้ติดเชื้อ และยกเลิกการกักตัวในผู้สัมผัสใกล้ชิด เริ่ม 7 พ.ย.นี้

วันนี้(7 พ.ย. 2565) ศูนย์บัญชาการควบคุมโรคไต้หวันประกาศผ่อนคลายมาตรการสอดคล้องกับสถานการณ์โรคระบาด โดยแบ่งเป็น 4 ประการ

1) ผ่อนปรนมาตรการกักตัวในผู้ติดเชื้อโดยแบ่งเป็น 2 ช่วง ช่วงแรกมีผลตั้งแต่ 7 พ.ย. เปลี่ยนมาตรการกักตัวแบบ 7+7 เป็น 7+n หมายถึงผู้ติดเชื้อต้องกักตัว 7 วันและสังเกตอาการตนเองจนมีผล ATK เป็นลบช่วงที่ 2  เริ่มมีผลตั้งแต่ วันที่ 14 พฤศจิกายน ลดเวลากักตัวในผู้ติดเชื้อจาก 7 วันเป็น 5 วันและสังเกตอาการตนเองจนมีผล ATK เป็นลบ

2) สำหรับผู้สัมผัสใกล้ชิดไม่ว่าจะได้รับวัคซีนเข็มกระตุ้นหรือไม่ก็ตาม ยกเลิกมาตรกักตัวแบบ 3+4 วันเปลี่ยนเฝ้าสังเกตอาการด้วยตนเอง 7 วัน จะต้องตรวจ ATK ในวันแรก โดยสถานที่เฝ้าสังเกตอาการต้องเป็นห้องนอนที่มีห้องน้ำในตัว หากมีความจำเป็นต้องออกไปข้างนอกจะต้องมีผล ATK เป็นลบติดต่อกัน 2 วัน และไม่สามารถไปยังศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ เยี่ยมไข้ หรือเฝ้าไข้ผู้ป่วยในโรงพยาบาล

3) ยกเลิกการบังคับตรวจวัดอุณหภูมิก่อนเข้าใช้บริการในห้างร้านและสถานที่สาธารณะ อย่างไรก็ตามสถานบริการบางแห่งอาจบังคับตรวจอุณหภูมิได้ตามความเหมาะสม นอกจากนี้เพื่อความปลอดภัยของผู้สูงอายุและกลุ่มเปราะบาง ศูนย์ดูแลผู้สูงอายุและโรงพยาบาลยังคงบังคับตรวจวัดอุณหภูมิก่อนเข้าพื้นที่ตามเดิม

 4) ยกเลิกบังคับแสดงผลวัคซีนเข็มที่ 3 และผลตรวจ ATK ในการเข้าร่วมกิจกรรมต่างๆอย่างเช่น กิจกรรมทางศาสนา การท่องเที่ยวแบบกรุ๊ปทัวร์ การเข้าใช้บริการยิม ร้านนวด สปา ซาวน่า ผับ บาร์ คาเฟ่ ร้านอาหาร และคาราโอเกะเป็นต้น

 


แหล่งข่าว:RTI
รายงานโดย:ธีรวัช จาง

ตั้งแต่ 14 พ.ย.นี้ ไต้หวันลดเวลากักตัวผู้ป่วยยืนยันเหลือ 5 วัน หาก ATK แล้วเป็นลบยกเลิกการเฝ้าสังเกตอาการด้วยตนเองทันที

ตั้งแต่ 14 พ.ย.นี้ ไต้หวันลดเวลากักตัวผู้ป่วยยืนยันเหลือ 5 วัน หาก ATK แล้วเป็นลบยกเลิกการเฝ้าสังเกตอาการด้วยตนเองทันที

     ใกล้ถึงการเลือกตั้งท้องถิ่น 9 รายการ ซึ่งผู้ป่วยยืนยันจะสามารถออกไปลงคะแนนเสียงได้หรือไม่ กลายเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจ หลังจากศูนย์บัญชาการควบคุมโรคไต้หวันได้ประชุมหารือกับผู้เชี่ยวชาญแล้วก็มีมติร่วมกันว่า ตั้งแต่วันที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565 เป็นต้นไป ปรับลดเวลากักตัวของผู้ป่วยยืนยันลงมาเหลือ 5+n วัน คือผู้ป่วยยืนยันต้องกักตัวในที่พักอาศัย 5 วัน ซึ่งหลังกักตัวครบ 5 วันแล้ว ควรจะทำการเฝ้าสังเกตอาการต่อด้วยตนเองอีก n (0-7) วัน หรือจนกว่าผลการตรวจ ATK เป็นลบก็ไม่จำเป็นต้องกักตัวและเฝ้าสังเกตอาการด้วยตนเองอีก 

     หวังปี้เซิ่ง (王必勝) ผู้บัญชาการศูนย์บัญชาการควบคุมโรคไต้หวันกล่าวว่า สำหรับมาตรการใหม่นี้สิ่งที่น่าสนใจคือ ผู้ป่วยยืนยันหลังกักตัวในที่พักอาศัยครบ 5 วันแล้ว หากผล ATK ยังเป็นบวกก็สามารถออกไปนอกที่พักอาศัยได้แต่ยังต้องปฏิบัติตามกฎระเบียบการเฝ้าสังเกตอาการด้วยตนเองอย่างเคร่งครัด คือหากจำเป็นต้องออกนอกที่พักอาศัยต้องสวมใส่หน้ากากอนามัยตลอดเวลา เว้นระยะห่างทางสังคม ไม่เข้าไปในสถานที่ที่มีฝูงชนแออัด และห้ามรับประทานอาหารร่วมกับผู้อื่น เพราะจากวิเคราะห์ลักษณะของเชื้อไวรัสโควิด-19 หากมีการกักตัวเป็นระยะเวลาหนึ่งแล้วจะทำให้ความสามารถในการแพร่เชื้อลดลง ซึ่งการที่มีผลตรวจ ATK เป็นบวกไม่ได้หมายความว่าจะสามารถแพร่เชื้อติดต่อไปยังผู้อื่นได้เสมอไป เพราะอาจเป็นเพียงการตรวจเจอเชื้อตายที่ยังคงหลงเหลืออยู่ ซึ่งเชื้อไวรัสที่ตายแล้วไม่สามารถแพร่กระจายได้

     หวังปี้เซิ่งกล่าวอีกว่า การแพร่ระบาดในประเทศยังคงชะลอตัวอย่างต่อเนื่อง จำนวนผู้ป่วยยืนยันในช่วงที่ผ่านมาก็ค่อยๆ ลดลง ดังนั้นผลกระทบต่อการลงคะแนนเสียงน่าจะน้อยลงด้วย ซึ่งเมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของสัปดาห์ที่แล้วจำนวนผู้ป่วยยืนยันเพิ่มใหม่สัปดาห์นี้ลดลงประมาณ 17.7%



แหล่งข่าว:RTI
รายงานโดย:มนภรณ์ ไชยวุฒิ

สตม.ไต้หวันยุติการยืดอายุวีซ่าเนื่องจากสถานการณ์โควิด ชาวต่างชาติที่มาท่องเที่ยวหรือเยี่ยมญาติก่อน 21 มี.ค.63 ต้องเดินทางออกจากไต้หวันก่อนสิ้นเดือนพ.ย.นี้

สตม.ไต้หวันยุติการยืดอายุวีซ่าเนื่องจากสถานการณ์โควิด ชาวต่างชาติที่มาท่องเที่ยวหรือเยี่ยมญาติก่อน 21 มี.ค.63 ต้องเดินทางออกจากไต้หวันก่อนสิ้นเดือนพ.ย.นี้

     สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (สตม.) ของไต้หวัน แถลงว่า เพื่อให้สอดรับกับการปลดล็อกมาตรการควบคุมพรมแดนและการเปิดประเทศอย่างเป็นทางการ ดังนั้นจะยุติการยืดอายุวีซ่าโดยอัติโนมัติให้แก่ชาวต่างชาติที่เดินทางเข้าไต้หวันเพื่อท่องเที่ยว เยี่ยมญาติหรือติดต่อธุรกิจ ก่อนวันที่ 21 มีนาคม 2563 และวีซ่ายังไม่หมดอายุ  โดยบุคคลเหล่านี้จะต้องเดินทางออกจากไต้หวันก่อนสิ้นเดือนพฤศจิกายนนี้

    เมื่อวันที่ 25 ตุลาคมที่ผ่านมา สตม.ไต้หวันแถลงว่า ผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิด-19  ทำให้การเดินทางระหว่างประเทศมีอุปสรรค อีกทั้งเพื่อเป็นการลดการเคลื่อนย้ายข้ามพรมแดนของประชากร ทำให้ในช่วง 2 ปีกว่าที่ผ่านมา สตม.ไต้หวันใช้มาตรการยืดอายุวีซ่าโดยอัติโนมัติให้แก่ชาวต่างชาติที่เดินทางเข้าไต้หวันเพื่อท่องเที่ยว เยี่ยมญาติหรือติดต่อธุรกิจ ก่อนวันที่ 21 มีนาคม 2563 และวีซ่ายังไม่หมดอายุ โดยมีการยืดอายุวีซ่าโดยอัตโนมัติครั้งละ 30 วัน  รวมเป็นจำนวน 420,000 คนครั้ง โดยเมื่อวันที่ 5 ตุลาคมมีการประกาศยืดอายุวีซ่าชาวต่างชาติโดยอัตโนมัติครั้งล่าสุด ซึ่งจะหมดอายุในวันที่ 5 พฤศจิกายนแต่ในครั้งนี้จะอนุญาตให้พำนักอยู่ได้ไม่เกินวันที่ 30 พฤศจิกายนนี้ หรือต้องเดินทางออกจากไต้หวันก่อนวันที่ 30 พฤศจิกายนนี้



แหล่งข่าว:RTI
รายงานโดย:อัญชัน ทรงพุทธิ์

โรคระบาดทำให้ไต้หวันมีขยะทางการแพทย์เพิ่มขึ้นต่อปีมากกว่า 10% ค่าจัดการขยะก็แพงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

โรคระบาดทำให้ไต้หวันมีขยะทางการแพทย์เพิ่มขึ้นต่อปีมากกว่า 10% ค่าจัดการขยะก็แพงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

     จากสถานการณ์แพร่ระบาดโควิด-19 ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ส่งผลให้ขยะทางการแพทย์เพิ่มขึ้นมากกว่า 10% ส่วนค่าจัดการขยะก็ปรับเพิ่มขึ้น เมื่อวานนี้ (19 ต.ค.) สมาชิกสภานิติบัญญัติไต้หวันกล่าวว่า ศูนย์บริการทางการแพทย์ขนาดเล็กแบกรับภาระไม่ไหว ทบวงอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมแผยว่า จะให้ความช่วยเหลือศูนย์บริการทางการแพทย์ด้วยการร่วมมือกับสมาคมการแพทย์เพื่อหาทางเจรจาต่อรองลดการดำเนินการจัดการขยะ

     คุณจางอวี้เหม่ย (張育美) ส.ส.พรรคก๊กมินตั๋ง กล่าวว่า เมื่อปี ค.ศ. 2018 สภาตรวจสอบได้ร้องขอให้กระทรวงสาธารณสุขและสวัสดิการสังคม กับทบวงอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมไต้หวันร่วมมือกันให้ความช่วยเหลือแก้ไขปัญหาเรื่องค่าดำเนินการจัดการขยะทางการแพทย์ที่มีราคาสูงต่อเนื่องมาเป็นระยะเวลานานแล้ว แต่ไม่กี่ปีมานี้เนื่องจากสถานการณ์โรคระบาด ทำให้ต้องหมั่นเปลี่ยนทำความสะอาดอุปกรณ์และมีการเปลี่ยนมาใช้วัสดุสิ้นเปลือง ค่าใช้จ่ายในการจัดการกับขยะจึงยังคงปรับเพิ่มต่อเนื่องตามด้วยเช่นกัน

     จางอวี้เหม่ยกล่าวเพิ่มเติมว่า ค่าใช้จ่ายในการจัดการขยะของแต่ละภูมิภาคต่างกันมาก ภาคใต้มีตั้งแต่กิโลกรัมละ 35 ไปจนถึง 50 เหรียญไต้หวัน ส่วนภาคกลางตั้งแต่ปี ค.ศ.2021 ค่าใช้จ่ายในการกำจัดขยะทางการแพทย์ก็เพิ่มขึ้นจากกิโลกรัมละ 40 เหรียญไต้หวันเป็น 50 เหรียญไต้หวัน ศูนย์บริการทางการแพทย์ขนาดกลางและขนาดย่อม ตลอดจนคลีนิกไม่มีอำนาจในการต่อรองราคาการจัดการขยะมากหนัก จึงทำได้เพียงต้องจำทนแบกรับภาระต่อไป

     จางอวี้เหม่ยเห็นว่า ไม่กี่ปีมานี้ขยะทางการแพทย์จากโรงพยาบาลต่างๆ เพิ่มขึ้นมหาศาล อย่างชุดตรวจ ATK 1 ชุดก็มีน้ำหนัก 4-5 กรัมแล้ว ดังนั้นในแต่ละวันโรงพยาบาลแห่งหนึ่งจึงล้วนสร้างขยะหลายกิโลกรัม ค่าใช้จ่ายในการจัดการกับขยะที่เพิ่มขึ้น 1 เหรียญไต้หวัน ก็คือมีสถาบันการแพทย์เหล่านี้เป็นด่านแรกที่ต้องแบกรับ 

     ซึ่งจากสถิติของทบวงอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมไต้หวันพบว่า มีการสร้างขยะทางการแพทย์ต่อปีถึง 3 หมื่นกว่าตัน และเนื่องจากสถานการณ์ระบาดของโควิด-19 ทำให้ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมานี้มีปริมาณเพิ่มขึ้นมากกว่า 10% คุณไล่อิ๋งอิ๋ง (賴瑩瑩) ผู้อำนวยการสำนักงานจัดการขยะ ทบวงอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมไต้หวันกล่าวว่า สถาบันการแพทย์แต่ละแห่งมีขนาดที่แตกต่างกัน อำนาจในการต่อรองราคาค่าจัดการขยะก็ต่างกันด้วย สภานิติบัญญัติจึงร้องขอให้ทบวงอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมดำเนินการแก้ปัญหาและทำความเข้าใจถึงความเพียงพอของกำลังการจัดการ โดยขยะที่มีปริมาณเพิ่มมากขึ้นในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา หากสถานการณ์โรคระบาดกำลังคลี่คลาย ก็หวังว่าปีหน้าปริมาณขยะทางการแพทย์ก็จะลดลงไปด้วย



แหล่งข่าว:RTI
รายงานโดย:มนภรณ์ ไชยวุฒิ

ชาวไต้หวันฉีดวัคซีนเกาตวนต้องแสดงผล PCR ก่อนเข้าญี่ปุ่น CECC เล็งให้ฉีดวัคซีนยี่ห้ออื่นเพิ่ม

ชาวไต้หวันฉีดวัคซีนเกาตวนต้องแสดงผล PCR ก่อนเข้าญี่ปุ่น CECC เล็งให้ฉีดวัคซีนยี่ห้ออื่นเพิ่ม

     ญี่ปุ่นเปิดประเทศรับนักท่องเที่ยวต่างชาติตั้งแต่วันที่ 11 ตุลาคมที่ผ่านมา ผู้โดยสารที่เดินทางเข้าญี่ปุ่นต้องแสดงหลักฐานการฉีดวัคซีนป้องกัน COVID-19 หรือแสดงผลการตรวจ PCR  อย่างไรก็ตาม วัคซีนเกาตวน (MVC COVID-19 Vaccine) ของไต้หวันไม่ถูกรวมอยู่ในกลุ่มวัคซีนที่ญี่ปุ่นกำหนด ชาวไต้หวันที่ต้องการจะเดินทางไปญี่ปุ่น ต้องเสียเงินตรวจ PCR ด้วยตนเอง ก่อให้เกิดกระแสวิจารณ์ในหมู่คนไต้หวันเป็นอย่างมาก

     คุณจวงเหรินเสียง(莊人祥)โฆษกศูนย์บัญชาการควบคุมโรคไต้หวัน(CECC) กล่าวในงานแถลงข่าวเมื่อบ่ายวานนี้(18 ต.ค.2565)ว่า สำหรับประชาชนที่เดินทางเข้าญี่ปุ่นไม่ได้ เนื่องจากข้อกำหนดเกี่ยวกับวัคซีน กำลังอยู่ระหว่างหารือและวางแผนให้ฉีดวัคซีนยี่ห้ออื่นเสริม ซึ่งถือเป็นปรับแก้นโยบายใหม่ ส่วนจะได้ข้อสรุปอย่างไรและจะมีผลบังคับใช้เมื่อใด ขึ้นอยู่กับการพิจารณาตรวจสอบและอนุมัติ 

     วัตถุประสงค์ของการฉีดวัคซีนก็เพื่อป้องกันอาการรุนแรงและลดอัตราการเสียชีวิต ไต้หวันเริ่ม bivalent vaccine ซึ่งเป็นฉีดวัคซีนรุ่นใหม่ของ Moderna ให้แก่ประชาชนอายุ 18-49 ปีเมื่อวันที่ 11 ตุลาคมที่ผ่านมา ปัจจุบันมีประชาชนฉีดแล้วราว 830,000 คน หากพิจารณาจากจำนวนผู้รับวัคซีนทั้งหมด และแผนในการขยายจำนวนผู้รับวัคซีนจากเดิมสัปดาห์ละ 200,000 คนเป็น สัปดาห์ละ 460,000 คนแล้ว ไต้หวันยังไม่จำเป็นต้องสั่งซื้อ Bivalent Vaccine เพิ่ม เนื่องจากยังมีวัคซีนเหลือราว 2.17 ล้านโดส

 


แหล่งข่าว:RTI
รายงานโดย:ธีรวัช จาง

นรม.ไต้หวันติดโควิดหลังฉีดวัคซีนเกาตวน (MVC) ที่ไต้หวันผลิตเองเข็มที่ 4 เกิน 2 สัปดาห์

ซูเจินชาง นรม.ไต้หวัน (เสื้อสูทสีน้ำเงิน) ถ่ายหลังฉีดวัคซีน MVC ที่ไต้หวันผลิตเองเข็มที่ 4 เมื่อวันที่ 21 กันยายนที่ผ่านมา (ภาพจากเฟซบุ๊ก 蘇貞昌)

     นายซูเจินชาง (蘇貞昌) นายกรัฐมนตรีไต้หวัน ติดเชื้อโควิด-19 หลังฉีดวัคซีนเกาตวนหรือวัคซีน MVC ที่บริษัทเอกชนของไต้หวันผลิตขึ้นเองเข็มที่ 4  เกิน 2 สัปดาห์แล้ว จุดประเด็นความกังขาเกี่ยวกับประสิทธิภาพของวัคซีน MVC ในสังคมไต้หวันอีกครั้ง หลังจากในช่วงกว่าสองปีที่ผ่านมาชาวไต้หวันส่วนใหญ่ขาดเชื่อมั่นต่อประสิทธิภาพในการสร้างภูมิคุ้มกันของวัคซีนชนิดนี้ เนื่องจากจนถึงขณะนี้ยังไม่ผ่านการรับรองจากองค์การอนามัยโลก

    เมื่อช่วงบ่ายของวันที่18 ตุลาคมที่ผ่านมา นายหลัวปิ่งเฉิง (羅秉成) โฆษกสภาบริหาร สาธารณรัฐจีน (ไต้หวัน) แถลงว่า หลังเสร็จสิ้นการแถลงนโยบายและตอบกระทู้ถามในสภาบัญญัติเมื่อช่วงเช้าของวันที่ 18 ตุลาคม  นายกรัฐมนตรีซูฯ รู้สึกไม่สบายเล็กน้อยเมื่อกลับถึงห้องทำงานที่สภาบริหารจึงได้ใช้ชุดตรวจ ATK ตรวจหาเชื้อ ซึ่งผลตรวจเป็นบวก อย่างไรก็ดีจนถึงขณะนี้พบว่ามีอาการเพียงเล็กน้อย โดยนรม.ซูฯ ฉีดวัคซีนแล้ว 4 เข็ม เข็มที่ 1และ 2 เป็นวัคซีนเอสตราเซเนกา เข็มที่  3 และ 4 เป็นวัคซีน MVC เข็มที่ 4  สำหรับฉีดเมื่อวันที่ 21 กันยายนที่ผ่านมาหรือมากกว่า14 วันแต่ยังคงติดเชื้อโควิด

    ด้านนายจวงเหรินเสียง (莊人祥) โฆษกศูนย์บัญชาการควบคุมโรคแถลงว่า ปัจจุบันมีเชื้อโควิดกลายพันธุ์ตัวใหม่มากมาย ดังนั้นการฉีดวัคซีนจึงเป็นเพียงการป้องกันเกิดอาการรุนแรงหรือเสียชีวิตหลังติดเชื้อ

   ทั้งนี้จากข้อมูลของกรมควบคุมโรค ณ วันที่ 17 ตุลาคมที่ผ่านมาระบุว่า ชาวไต้หวันที่ฉีดวัคซีน MVC เข็มที่ 1 มีจำนวน 1,019,129 คน จากยอดรวมผู้ฉีดวัคซีนเข็มที่ 1 ซึ่งมีจำนวนทั้งสิ้น 21,753,946  คน เข็มที่ 2 จำนวน 988,019 คนจากทั้งหมด 20,429,777 คน เข็มที่ 3 จำนวน 942,464 จากทั้งหมด 17,080,200 คน และเข็มที่ 4 จำนวน 96,195 คนจากทั้งหมด 3,092,936 คน



แหล่งข่าว:RTI
รายงานโดย:อัญชัน ทรงพุทธิ์

ไต้หวันจ่อเปิดประเทศ คนหนุ่มสาวแห่ฉีดวัคซีนโมเดอร์นารุ่นใหม่ เพราะต้องการไปเที่ยวต่างประเทศ

ไต้หวันจ่อเปิดประเทศ คนหนุ่มสาวแห่ฉีดวัคซีนโมเดอร์นารุ่นใหม่ เพราะต้องการไปเที่ยวต่างประเทศ (ภาพจากMiror Media)

    ไต้หวันเปิดให้ผู้ที่อายุ 18-49 ปี ไปรับการฉีดวัคซีนรุ่นใหม่ของโมเดอร์นาได้ตั้งแต่วันที่ 11 ตุลาคมเป็นต้นมา ประกอบกับไต้หวันกำลังจะเปิดประเทศและจะเริ่มใช้มาตรการยกเลิกการกักตัวผู้เดินทางเข้าประเทศ เปลี่ยนเป็นสังเกตอาการตนเอง 7 วัน ตั้งแต่วันที่ 13 ตุลาคมนี้เป็นต้นไป ทำให้มีประชาชนจำนวนมากประสงค์จะเดินทางไปท่องเที่ยวต่างประเทศ

    กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุขและสวัสดิการ สาธารณรัฐจีน (ไต้หวัน) เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 11 ตุลาคมที่ผ่านมา ซึ่งเป็นวันแรกของการเปิดให้ฉีดวัคซีนรุ่นใหม่ของโมเดอร์นา มีประชาชนวัยหนุ่มสาวจำนวนมากไปรับวัคซีนตามที่นัดหมายล่วงหน้ามากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด จากข้อมูลของกระทรวงสาธารณสุขพบว่า มีประชาชนวัย 18 ปีขึ้นไปจำนวนมากที่มีคุณสมบัติเข้ารับการฉีดวัคซีนเข็มที่ 4 แต่ก่อนหน้านี้แทบไม่มีคนสนใจสอบถามหรือแสดงความประสงค์จะเข้ารับวัคซีนเพิ่ม ในระยะนี้เนื่องจากกำลังจะเปิดประเทศ ทำให้ประชาชนต้องการฉีดวัคซีนเพื่อเพิ่มภูมิคุ้มกันก่อนที่จะเดินทางไปท่องเที่ยวต่างประเทศ

   นอกจากนี้ในส่วนของการฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ที่เริ่มฉีดให้แก่กลุ่มเสี่ยงสูงฟรีตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคมเป็นต้นมา ก็มีคนไปรับการฉีดมากกว่าปีที่แล้ว จนถึงวันที่ 10 ตุลาคมที่ผ่านมา รวมเวลา 10 วัน มีประชาชนไปรับการฉีดวัคซีนรวมทั้งสิ้น 1,351,239 คน ในจำนวนนี้ร้อยละ 20.9 เป็นผู้ที่อายุมากกว่า 65 ปีขึ้นไป เทียบกับปีที่แล้วเพิ่มขึ้นร้อยละ 9.8  โดยในปีที่แล้ว กลุ่มเสี่ยงสูงไปรับการฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่รวม 943,088 คน



แหล่งข่าว:RTI
รายงานโดย:อัญชัน ทรงพุทธิ์

TOP AUTHORS

0 โพสต์0 ความคิดเห็น
0 โพสต์0 ความคิดเห็น
934 โพสต์0 ความคิดเห็น
0 โพสต์0 ความคิดเห็น
1501 โพสต์0 ความคิดเห็น
1365 โพสต์0 ความคิดเห็น
461 โพสต์0 ความคิดเห็น
1099 โพสต์0 ความคิดเห็น
19800 โพสต์0 ความคิดเห็น
1310 โพสต์0 ความคิดเห็น
1018 โพสต์0 ความคิดเห็น
1028 โพสต์0 ความคิดเห็น
2358 โพสต์0 ความคิดเห็น
0 โพสต์0 ความคิดเห็น
0 โพสต์0 ความคิดเห็น
0 โพสต์0 ความคิดเห็น
0 โพสต์0 ความคิดเห็น
0 โพสต์0 ความคิดเห็น
0 โพสต์0 ความคิดเห็น
0 โพสต์0 ความคิดเห็น
0 โพสต์0 ความคิดเห็น
0 โพสต์0 ความคิดเห็น
0 โพสต์0 ความคิดเห็น
- Advertisment -

Most Read

ผ่อนปรนจำนวนผู้โดยสารเดินทางเข้าไต้หวันเป็น 2 แสนคนต่อสัปดาห์ เริ่ม 1 ธ.ค. 65 เป็นต้นไป

ผ่อนปรนจำนวนผู้โดยสารเดินทางเข้าไต้หวันเป็น 2 แสนคนต่อสัปดาห์ เริ่ม 1 ธ.ค. 65 เป็นต้นไป

     นายกรัฐมนตรีซูเจิ้นชาง (蘇貞昌) ได้กล่าวในที่ประชุมสภาบริหารไต้หวัน เมื่อวันที่ 21 พ.ย. ที่ผ่านมาว่า ตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม พ.ศ.2565 เป็นต้นไป จะปรับขยายจำนวนโควต้าผู้โดยสารที่เดินเข้าไต้หวันเพิ่มเป็น 200,000 คนครั้งต่อสัปดาห์ เพื่อให้ประชาชนสามารถวางแผนการเดินทางเข้าออกประเทศในช่วงสิ้นปีนี้ได้สะดวกสบายยิ่งขึ้น และยังขอให้ศูนย์บัญชาการควบคุมโรคไต้หวันรักษาศักยภาพการป้องกันการแพร่ระบาดในประเทศและกำลังของบุคลากรทางการแพทย์ให้มีเสถียรภาพเช่นนี้ต่อไป

     ศูนย์บัญชาการควบคุมโรคไต้หวันเผยว่า สถานการณ์โควิด-19 ในประเทศทุเลาลงอย่างตอเนื่อง จำนวนผู้ป่วยยืนยันเพิ่มใหม่ลดลงตามลำดับ จำนวนผู้ป่วยอาการปานกลางถึงอาการหนักก็มีแนวโน้มลดลง โดย 99.55%เป็นผู้ป่วยอาการเบากับไม่แสดงอาการ ซึ่งสิ่งที่ยังคงต้องเฝ้าระวังอย่างกใ้ลชิดหลังจากมีการเปิดประเทศและเพิ่มจำนวนโควต้าผู้โดยสารเดินทางเข้าประเทศคือ การตรวจหาไวรัสกลายพันธุ์และแนวโน้มการแพร่ระบาดในประเทศต่างๆ

     ทั้งนี้ตั้งแต่วันที่ 13 ตุลาคม ที่ไต้หวันเพิ่มโควต้าผู้โดยสารเดินทางเข้าประเทศเป็น 150,000 คนครั้งต่อสัปดาห์ และยกเลิกมาตรการกักตัวในที่พักอาศัยสำหรับผู้ที่เดินทางเข้าประเทศ เปลี่ยนเป็นการเฝ้าสังเกตอาการด้วยตนเอง 7 วันนั้น จากข้อมูลล่าสุดจนถึงวันที่ 20 พ.ย. ที่ผ่านมา พบว่า มีจำนวนผู้โดยสารเดินทางเข้าออกไต้หวันเฉลี่ยเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน โดยสัปดาห์นี้มีจำนวนผู้โดยสารเดินทางเข้าไต้หวัน 103,718 คนครั้ง เพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ก่อน 9% และน้อยกว่าจำนวนที่กำหนดโควต้าไว้เพียง 46,200 คนครั้งเท่านั้น ส่วนจำนวนผู้โดยสารที่เดินทางออกนอกประเทศมีจำนวน 83,511 คนครั้ง เพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ก่อน 6%



แหล่งข่าว:RTI
รายงานโดย:มนภรณ์ ไชยวุฒิ

ยกเลิกการสวมหน้ากากอนามัยเมื่อไหร่? ศบค.ชี้ อาจประกาศสัปดาห์หน้า

ยกเลิกการสวมหน้ากากอนามัยเมื่อไหร่? ศบค.ชี้ อาจประกาศสัปดาห์หน้า

     ตัวเลขผู้ป่วยโรคโควิด-19 ในไต้หวัน ลดลงติดต่อเป็นเวลา 6 สัปดาห์แล้ว ก่อนหน้านี้ หวังปี้เซิ้ง (王必勝) ผู้บัญชาการ ศูนย์บัญชาการควบคุมโรคไต้หวัน เผยว่า มีแนวโน้มยกเลิกการสวมหน้ากากอนามัยเฟสแรกเร็วที่สุด ช่วงสิ้นเดือนพฤศจิกายนนี้ หลายฝ่ายจึงตั้งข้อสังเกตว่า จะยกเลิกการสวมหน้ากากอนามัยตรงกับช่วงเลือกตั้งท้องถิ่นหรือไม่ เมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน หวังปี้เซิ้ง เผยว่า ตอนนี้กำลังประเมินแนวโน้มของโรคติดเชื้อระบบทางเดินหายใจ คาดการณ์ว่าจะประกาศอย่างเป็นทางการสัปดาห์หน้า

     การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ในไต้หวันชลอตัวลง ศูนย์บัญชาการควบคุมโรควางทิศทางสำหรับมาตรการยกเลิกการสวมหน้ากากอนามัย ในระยะแรก กรณีอยู่ในสถานที่กลางแจ้งและมีระยะห่างทางสังคม อนุญาตให้ยกเลิกการสวมหน้ากากอนามัย  แต่หากอยู่ในตึกอาคาร แนะนำให้สวมหน้ากากอนามัย คาดการณ์ว่าจะประกาศใช้อย่างเป็นทางการสิ้นเดือนพฤศจิกายนนี้

     อย่างไรก็ดี นอกจากสถานการณ์โรคโควิด-19 แล้ว องค์การสหประชาชาติก็ได้ออกมาประกาศเตือน การระบาดของโรคอีโบลาในยูกันดา ประเทศในทวีปแอฟริกา ทางด้านนายโจวจื้อฮ่าว (周志浩) อธิบดีกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุขและสวัสดิการไต้หวัน กล่าวว่า ยูกันดาตรวจพบการระบาดของโรคอีโบลาตั้งแต่เดือนกันยายน โรคอีโบลาเป็นโรคติดต่อผ่านการสัมผัสกับเลือด สิ่งคัดหลั่ง และของเหลวจากร่างกาย ไม่ได้แพร่เชื้อผ่านทางอากาศ จะเกิดอาการเป็นไข้ ปวดกล้ามเนื้อ ซึ่งสนามบินไต้หวันมีด่านตรวจโรค เชื่อว่าจะสามารถตรวจคัดกรองโรคได้ที่สนามบินอย่างแน่นอน

 
 


แหล่งข่าว:RTI
รายงานโดย:เจนนรี ตันตารา

ศบค.ไต้หวันคาด ภายในเดือนพฤศจิกายนนี้จะผ่อนปรนการสวมใส่หน้ากากอนามัยในสถานที่โล่งแจ้ง

ศบค.ไต้หวันคาด ภายในเดือนพฤศจิกายนนี้จะผ่อนปรนการสวมใส่หน้ากากอนามัยในสถานที่โล่งแจ้ง

     หวังปี้เซิ่ง (王必勝) ผู้บัญชาการศูนย์บัญชาการควบคุมโรคไต้หวันกล่าวว่า ตอนนี้ได้ขยายโควต้าการแจกชุดตรวจ ATK ฟรีให้กับเด็กอายุต่ำกว่า 12 ปีและครอบครัวที่มีรายได้ปานกลางถึงรายได้น้อย ซึ่งการขยายโควต้าส่วนนี้จะะทำให้มีผู้ได้รับผลประโยชน์อีก 600,000 คน นอกจากนี้ยังได้กล่าวถึงการผ่อนปรนกฎระเบียบการสวมใส่หน้ากากอนามัยที่หลายฝ่ายให้ความสนใจว่า ขณะที่สถานการณ์แพร่ระบาดโควิด-19 ในประเทศได้ชะลอตัวลงอย่างต่อเนื่อง ดังนั้นกฎระเบียบการสวมใส่หน้ากากอนามัยจึงเตรียมดำเนินการผ่อนปรนอย่างเป็นขั้นตอน โดยตอนนี้อยู่ระหว่างการหารือถึงแผนการระยะแรกเกี่ยวกับสถานที่โล่งแจ้งไม่จำเป็นต้องบังคับให้สวมใส่หน้ากากอนามัย ซึ่งอ้างอิงตามคำแนะนำขององค์การอนามัยโลก คาดเร็วที่สุดเดือนพฤศจิกายนนี้จะสามารถดำเนินการได้ 

     หวังปี้เซิ่งกล่าวอีกว่า หลังจากเริ่มดำเนินการผ่อนปรนกฎระเบียบการสวมใส่หน้ากากอนามัยในระยะที่ 1 แล้ว ก็จะทำการหารือถึงแผนการผ่อนปรนกฎระเบียบการสวมใส่หน้ากากอนามัยในระยะที่ 2 ซึ่งเบื้องต้นน่าจะเป็นการระบุให้ชัดเจนว่าสถานพยาบาล การใช้บริการขนส่งสาธารณะ และสถานที่ปิดแบบใดบ้างควรต้องสวมใส่หน้ากากอนามัย ส่วนสถานที่อื่นๆ ซึ่งไม่ได้ระบุไว้ก็จะไม่มีการบังคับให้สวมใส่หน้ากากอนามัย โดยการทยอยผ่อนปรนกฎระเบียบการสวมใส่หน้ากากอนามัย ก็เพื่อให้ประชาชนได้รู้สึกค่อยๆ ปรับตัว ขณะเดียวกันก็หวังลดกระทบจากการแพร่ระบาดหลังใช้มาตรการผ่อนปรนด้วย



แหล่งข่าว:RTI
รายงานโดย:มนภรณ์ ไชยวุฒิ

ไต้หวันเปลี่ยนใช้มาตรการกักตัว 7+n สำหรับผู้ติดเชื้อ และยกเลิกการกักตัวในผู้สัมผัสใกล้ชิด เริ่ม 7 พ.ย.นี้

ไต้หวันเปลี่ยนใช้มาตรการกักตัว 7+n สำหรับผู้ติดเชื้อ และยกเลิกการกักตัวในผู้สัมผัสใกล้ชิด เริ่ม 7 พ.ย.นี้

วันนี้(7 พ.ย. 2565) ศูนย์บัญชาการควบคุมโรคไต้หวันประกาศผ่อนคลายมาตรการสอดคล้องกับสถานการณ์โรคระบาด โดยแบ่งเป็น 4 ประการ

1) ผ่อนปรนมาตรการกักตัวในผู้ติดเชื้อโดยแบ่งเป็น 2 ช่วง ช่วงแรกมีผลตั้งแต่ 7 พ.ย. เปลี่ยนมาตรการกักตัวแบบ 7+7 เป็น 7+n หมายถึงผู้ติดเชื้อต้องกักตัว 7 วันและสังเกตอาการตนเองจนมีผล ATK เป็นลบช่วงที่ 2  เริ่มมีผลตั้งแต่ วันที่ 14 พฤศจิกายน ลดเวลากักตัวในผู้ติดเชื้อจาก 7 วันเป็น 5 วันและสังเกตอาการตนเองจนมีผล ATK เป็นลบ

2) สำหรับผู้สัมผัสใกล้ชิดไม่ว่าจะได้รับวัคซีนเข็มกระตุ้นหรือไม่ก็ตาม ยกเลิกมาตรกักตัวแบบ 3+4 วันเปลี่ยนเฝ้าสังเกตอาการด้วยตนเอง 7 วัน จะต้องตรวจ ATK ในวันแรก โดยสถานที่เฝ้าสังเกตอาการต้องเป็นห้องนอนที่มีห้องน้ำในตัว หากมีความจำเป็นต้องออกไปข้างนอกจะต้องมีผล ATK เป็นลบติดต่อกัน 2 วัน และไม่สามารถไปยังศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ เยี่ยมไข้ หรือเฝ้าไข้ผู้ป่วยในโรงพยาบาล

3) ยกเลิกการบังคับตรวจวัดอุณหภูมิก่อนเข้าใช้บริการในห้างร้านและสถานที่สาธารณะ อย่างไรก็ตามสถานบริการบางแห่งอาจบังคับตรวจอุณหภูมิได้ตามความเหมาะสม นอกจากนี้เพื่อความปลอดภัยของผู้สูงอายุและกลุ่มเปราะบาง ศูนย์ดูแลผู้สูงอายุและโรงพยาบาลยังคงบังคับตรวจวัดอุณหภูมิก่อนเข้าพื้นที่ตามเดิม

 4) ยกเลิกบังคับแสดงผลวัคซีนเข็มที่ 3 และผลตรวจ ATK ในการเข้าร่วมกิจกรรมต่างๆอย่างเช่น กิจกรรมทางศาสนา การท่องเที่ยวแบบกรุ๊ปทัวร์ การเข้าใช้บริการยิม ร้านนวด สปา ซาวน่า ผับ บาร์ คาเฟ่ ร้านอาหาร และคาราโอเกะเป็นต้น

 


แหล่งข่าว:RTI
รายงานโดย:ธีรวัช จาง